รับวางระบบบัญชี,รับวางระบบบริษัท IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์,บริการตรวจสอบทุจริต

  • Home
  • About Us
  • Service
  • Customer
  • Knowledge
  • Contact US
  • Home
  • Articles posted by amt admin
  • (
  • Page 6
  • )
September 7, 2026

Author: amt admin

ประโยชน์จากการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

Monday, 24 December 2018 by amt admin

ประโยชน์จากการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร
การบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรตามกรอบ COSO -ERM version 2017 ไม่ใช่เป็นเครื่องมือการจัดการเพื่อสนับสนุนให้การดาเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรดังนี้
1. เพิ่มการไขว้คว้าโอกาส เพื่อสร้างคุณค่าให้เพิ่มขึ้นในองค์กร โดยจะพิจารณามุมมองเชิงบวกและลบอย่างสมเหตุสมผล ทาให้เกิดความมั่นใจเพื่อตัดสินใจเชิงรุกเพื่อออกผลิตภัณฑ์บริการแก่ลูกค้าได้ก่อนคู่แข่ง
2. สามารถระบุและจัดการความเสี่ยง ได้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร เพราะพฤติกรรมของปัจจัยเสี่ยง ไม่ได้กระทบต่อส่วนงานใดส่วนหนึ่ง หรือกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเท่านั้น แต่จะกระทบเป็นมุมกว้าง และเป็นลูกโซ่ การรู้และเข้าใจพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะช่วยทราบสาเหตุและจัดการที่ต้นเหตุ (root clause) ที่แท้จริง ทาให้เกิดประสิทธิภาพการจัดการได้มากกวาการบริหารความเสี่ยงในรูปแบบเดิม
3. ช่วยเพิ่มประสิทธิผล ลดผลกระทบเชิงลบจากเหตุการณ์ไม่คาดหวัง(Unexpected events) จากการมีประสิทธิภาพในการระบุและประเมินระดับความเสี่ยงได้ถูกต้องแม่นยาขึ้น นาไปสู่การตอบสนองและตัดสินใจที่มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น ทาให้ลดหรือควบคุมความสูนเสีย จากเหตุการณ์ไม่คาดหวัง ลดค่าใช้จ่ายในการควบคุมกิจกรรมที่ไม่ควรจะควบคุม และเพิ่มกาไรจากการมีมาตรการเชิงรุกหรืออกผลิตภัณฑ์ใหม่เสนอลูกค้าจากการไขว้คว้าโอกาสต่างๆ
4. ช่วยลดการดาเนินงานที่จะเบี่ยงเบนจากเป้าหมาย เนื่องจากจะมีการควบคุม ป้องกัน เหตุการณ์ที่ไม่คาดหวังได้ ทาให้การดาเนินงานอยู่ภายใต้กรอบการคาดหมาย โดยไม่จาเป็นต้องขจัดปัจจัยเสี่ยงให้หมดไป แต่จะเปิดความเสี่ยงและควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ขณะเดียวกันจะแสวงหาโอกาสทางธุรกิจให้มากที่สุด
5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดาเนินงาน จากการลดต้นทุนในการจัดการความเสี่ยงได้ จากการระบุ การตอบสนองความเสี่ยง ตามลาดับก่อนหลัง และเลือกวิธีการที่เหมาะสม รวมทั้งการจัดการที่ต้นเหตุของความเสี่ยง ล้วนทาให้การจัดสรรทรัพยากรการจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
6. ทาให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว โดยเฉพาะการปรับตัวในระยะยาว และไม่เพียงแต่เพื่อให้องค์กรอยู่รอดเท่านั้น ยังช่วยให้รอดพ้นจากวิกฤติที่ภัยคุกคามสาคัญ(crisis)ด้วย

ที่มา: Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission(COSO).2017. Enterprise Risk Management Integrating with Strategy and Performance Executive Summary. retrieve from https://www.coso.org/Pages/default.aspx. 10/5/2017

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

 

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

การบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management)

Monday, 17 December 2018 by amt admin

การบริหารความเสี่ยงองค์กร

ประเทศไทยมีการบริหารจัดการหลายภาคส่วน เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าในทุกๆด้านเหมือนกับอารยะประเทศ ในการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชน ก็ต้องมีความเสี่ยงองค์กร และเมื่อกล่าวถึง  การบริหารความเสี่ยง  ผู้บริหารองค์กร  เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน  พนักงานทุกคนในองค์กร ควรจะต้องเข้าใจในพื้นฐานของแนวความคิดของการบริหารความเสี่ยงที่ทุกคนในองค์กรต้องทำความเข้าใจร่วมกัน  เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงบรรลุเป้าประสงค์ วิสัยทัศน์ และพันธกิจขององค์กร

            นิยามของความเสี่ยง   ความเสี่ยงมีความหมายในหลากหลายแง่มุม เช่น
–      โอกาสที่เกิดขึ้นแล้วธุรกิจจะเกิดความเสียหาย ( Chance of Loss)
–      ความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายต่อธุรกิจ ( Possibility of Loss)
–      ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ( Uncertainty of Event)
–      การคลาดเคลื่อนของการคาดการณ์ ( Dispersion of Actual Result)
–      ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด  แต่ความเสี่ยงนั้น ๆ จะมีแนวโน้มที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อยในบริษัท
 ศัพท์ทางเทคนิค ที่เกี่ยวข้อง
–      ภัย ( Peril) คือ สาเหตุของความเสียหาย ซึ่งภัยสามารถเกิดขึ้นได้จากภัยธรรมชาติ เช่น เกิดพายุ สึนามิ น้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น ภัยนอกจากจะเกิดขึ้นได้จากภัยธรรมชาติแล้ว ภัยนั้นยังเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ เช่น อัคคีภัย จลาจล ฆาตกรรม เป็นต้น สำหรับสาเหตุสุดท้ายที่จะเกิดภัยได้นั้นคือภัยที่เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ เพราะภัยที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจ เป็นอีกสาเหตุที่สำคัญ เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วคนทั้งประเทศ หรือทั้งภูมิภาคจะได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง

–      สภาวะที่จะทำให้เกิดความเสียหาย ( Hazard) คือ สภาพเงื่อนไขที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ ความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น โดยสภาวะต่าง ๆ นี้สามารถแบ่งออกได้เป็น สภาวะทางด้านกายภาพ ( Physical) คือ สภาวะของโอกาสที่จะเกิดความเสียหาย เช่น ชนิดและทำเล  ที่ตั้ง  ของสิ่งปลูกสร้าง อาจเอื้อต่อการเกิดเพลิงไหม้ สภาวะทางด้านศีลธรรม (Moral) คือ สภาวะของโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากความไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน เช่น การฉ้อโกงของพนักงาน และสภาวะด้านจิตสำนึกในการป้องกันความเสี่ยง (Morale) คือ สภาวะที่ไม่ประมาทและเลินเล่อ หรือการไม่เอาใจใส่ในการป้องกันความเสี่ยง เช่น การที่พนักงานปล่อยให้เครื่องจักรทำงานโดยไม่ควบคุม

องค์ประกอบของการบริหารความเสี่ยง
           การระบุชี้ว่าองค์กรกำลังมีภัย เป็นการระบุชี้ว่าองค์กรมีภัยอะไรบ้างที่มาเผชิญอยู่ และอยู่ในลักษณะใดหรือขอบเขตเป็นอย่างไร นับเป็นขั้นตอนแรกของการบริหารความเสี่ยง
           การประเมินผลกระทบของภัยเป็นการ ประเมินผลกระทบของภัยที่จะมีต่อองค์กรซึ่งอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การประเมินความเสี่ยงที่องค์กรต้องเตรียมตัวเพื่อรับมือกับภัยแต่ละชนิดได้ อย่างเหมาะสมมากที่สุด
           การจัดทำมาตรการตอบโต้ตอบความเสี่ยงจากภัยการ จัดทำมาตรการตอบโต้ตอบความเสี่ยงเป็นมาตรการที่จัดเรียงลำดับความสำคัญแล้ว ในการประเมินผลกระทบของภัย มาตรการตอบโต้ที่นิยมใช้เพื่อการรับมือกับภัยแต่ละชนิด อาจจำแนก ดังนี้
–      มาตรการขจัดหรือลดความรุนแรงของความอันตรายของภัยที่ต้องประสบ
–      มาตรการที่ป้องกันผู้รับภัยมิให้ต้องประสบภัยโดยตรง เช่น
–      ภัยจากการที่ต้องปีนไปในที่สูงก็มีมาตรการป้องกันโดยต้องติดเข็มขัดนิรภัย กันการพลาดพลั้งตกลงมา
–    ภัยจากไอระเหยหรือสารพิษก็ป้องกันโดยออกมาตรการให้สวมหน้ากากป้องกันไอพิษ เป็นต้น
–      มาตรการลดความรุนแรงของสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น กรณีเกิดเพลิงไหม้ในอาคาร
         ได้มีการขจัดและลดความรุนแรง โดยออกแบบตัวอาคารให้มีผนังกันไฟ กันเพลิงไหม้ลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง และมีการติดตั้งระบบสปริงเกอร์  ก็จะช่วยลดหรือหยุดความรุนแรงของอุบัติภัยลงได้
–      มาตรการกู้ภัยก็เป็นการลดความสูญเสียโดยตรง  ลงได้มาก
–      มาตรการกลับคืนสภาพ   ก็เป็นอีกมาตรการในการลดความเสียหายต่อเนื่องจากภัยหรืออุบัติภัยแต่ละครั้งลงได้
การบริหารความเสี่ยงในองค์กร
          ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง คือ การนำกระบวนการบริหารความเสี่ยงมาใช้ในองค์กรจะมีการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้เนื่องจากการบริหารความเสี่ยงเป็นการทำนายอนาคตอย่างมีเหตุผล
           มีหลักการและหาทางลดหรือป้องกันความเสียหายในการทำงานแต่ละขั้นตอนไว้ล่วงหน้า กรณีที่พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด โอกาสที่จะประสบปัญหาน้อยในขณะที่องค์กรอื่นที่ไม่เคยมีการเตรียมการหรือไม่มีการนำแนวคิดของกระบวนการบริหารความเสี่ยงมาใช้ เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตขึ้น องค์กรเหล่านั้นจะประสบกับปัญหาและความเสียหายที่ตามมาโดยยากที่จะแก้ไขดังนั้นการนำกระบวนการบริหารความเสี่ยงมาช่วยเสริมร่วมกับการทำงานจะช่วยให้ภาระงานที่ปฏิบัติการอยู่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
           จุดใดที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงกับองค์กร เรื่องการเงินการคลัง การบัญชี การเมือง จะมีผลกระทบ แหล่งที่มาของความเสี่ยงแบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ภายในองค์กร และภายนอกองค์กร
           ภายในองค์กร คือ อย่างเช่นสถานที่ทำงานไม่ปลอดภัย ระบบบัญชีมีส่วนสำคัญมาก  การจะตั้งเป็นสำนักงานเป็นองค์กรต่าง ๆ ระบบการเงิน ระบบบัญชีต้องเป็นที่น่าเชื่อถือ วัฒนธรรมขององค์กร  ต่าง ๆ ระบบการเงิน ระบบบัญชีต้องเป็นที่น่าเชื่อถือ วัฒนธรรมขององค์กรไม่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพการฝึกอบรมพนักงานไม่เพียงพอเนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนต้องมีการพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มีความรู้ความสามารถที่ดีขึ้นและเรื่องความขัดแย้งของผลประโยชน์ (Conflict of interest)   ขัดผลประโยชน์กันในองค์กรเมื่อไหร่องค์กรนั้นก็จะเสียหาย
           ภายนอกองค์กร การเปลี่ยนแปลงในกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ กระแสโลกาภิวัฒน์เสถียรภาพทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภค กระแสสังคม สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี
  1. มีกระบวนการวางแผนและจัดทำเอกสารอย่างเป็นระบบ
  2. คณะดำเนินงานพร้อมที่จะค้นหาและจัดการกับความเสี่ยงที่พบโดยไม่หลบเลี่ยงปัญหา
  3. หลังจากการประเมินความเสี่ยงขั้นต้นแล้วควรจะมีการทำซ้ำอีกตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงเดิม และค้นหาความเสี่ยงใหม่ ๆ อยู่เสมอ
  4. มีหลักเกณฑ์ประเมินที่เป็นมาตรฐานครอบคลุมองค์ประกอบทุกส่วน
  5. มีการจัดทำรายงานผลไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและนำเสนอต่อผู้บริหาร
ปัจจัยที่ทำให้การบริหารความเสี่ยงสำเร็จ
  1. เทคโนโลยีและสารสนเทศช่วยในการจัดเก็บข้อมูล การคำนวณต่าง ๆ การส่งถ่ายข้อมูลและสอบกลับได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
  2. การฝึกอบรมบุคลากรในองค์กรให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบบริหารความเสี่ยงและตระหนักถึงความสำคัญในการจัดทำระบบ
  3. แรงผลักดันจากผู้บริหาร ผู้บริหารควรตั้งใจทำระบบบริหารความเสี่ยงอย่างจริงจังและให้ความสนับสนุนในทุก ๆ ด้าน
  4. ความร่วมแรงร่วมใจจากบุคลากรทุกคนในทุกระดับขององค์กร
  1.  Take การยอมรับความเสี่ยง (Risk Acceptance) การยอมรับให้มีความเสี่ยงเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการจัดการหรือสร้างระบบควบคุมอาจมีมูลค่าสูงกว่าผลลัพธ์ที่ได้แต่ควรมีมาตรการติดตามและดูแล เช่น การกำหนดระดับของผลกระทบที่ยอมรับได้ เตรียมแผนการตั้งรับจัดการความเสี่ยง
  2. Treat การลด/การควบคุมความเสี่ยง (Risk Reduction/Control) การออกแบบระบบควบคุม การแก้ไขปรับปรุงการทำงานเพื่อป้องกันหรือ จำกัดผลกระทบ และโอกาสเกิดความเสียหาย เช่น ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะวางมาตรการเชิงรุก เป็นต้น
  3. Terminate การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance) การหยุดหรือเปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่เป็นความเสี่ยง เช่น งดทำขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและจะนำมาซึ่งความเสี่ยง ปรับเปลี่ยนรูปแบบ  การทำงาน ลดขอบเขตการดำเนินการ เป็นต้น
  4. Transfer การกระจาย/โอนความเสี่ยง (Risk sharing/spreading) การกรายทรัพย์สินหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสีย เช่นการประกันทรัพย์สินเพื่อโอนความเสี่ยงไปยังบริษัทประกัน การจ้างบริษัทภายนอกให้ทำงานบางส่วนแทน การทำสำเนาเอกสารหลาย ๆ ชุด การกระจายที่เก็บทรัพย์สินมีค่า เป็นต้น
ขั้นตอนของกระบวนการบริหารความเสี่ยง มี 3 ขั้นตอน คือ
  1. จัดให้มีโครงสร้างของการบริหารความเสี่ยง เช่นมีคณะกรรมการรับผิดชอบโดยตรงกำกับดูแลบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กรสูงสุดจะมีกรรมการคอยตรวจสอบหน่วยงานในสังกัดได้ดำเนินการตามที่คณะกรรมการกำกับนโยบาย เชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยงกับการควบคุมภายในจะเป็นสิ่งที่ลดปัญหาต่าง ๆ ของหน่วยงานได้
  2. การกำหนดขอบเขต/กรอบแนวทางการบริหารความเสี่ยงและวัฒนธรรมองค์กรด้วยการกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงรวมทั้งระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้เพื่อให้ การบริหารความเสี่ยงเป็นกลยุทธ์ที่ต่อเนื่องและเป็นแบบบูรณาการ
  3. การดำเนินการตามกระบวนการตามกระบวนการบริหารความเสี่ยง 5 ขั้นตอนประกอบด้วยการกำหนด
               วัตถุประสงค์ที่สอดคล้องรองรับวิสัยทัศน์และพันธกิจตามหลักการ SMART    คือ Specific (ชัดเจน) มีการระบุผลตอบแทนหรือผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างชัดเจนเพื่อให้ทุกคนเข้าใจได้ Measurable (บรรลุผลได้) สามารถวัดผลและระบุหลักเกณฑ์ของการวัดผลได้ Achievable (บรรลุผลได้) มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ตามสภาพการดำเนินธุรกิจ ระยะเวลา และทรัพยากรที่ได้รับการจัดสรร Realistic (สมเหตุผล) สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ส่วนอื่น ๆ ในองค์กรและสัมพันธ์กับเป้าหมายในระดับที่สูงกว่า Timely (มีการกำหนดเวลา) มีการระบุเวลาที่ชัดเจนต้องการบรรลุวัตถุประสงค์เมื่อไร
               ทั้งนี้ตามแนวทางของ COSO (The Committee of Sponsoring Organization of the Tread way Commission) ซึ่งเป็นคณะทำงานประกอบด้วยผู้แทนจากสถาบันวิชาชีพ 5 แห่งในสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้จัดทำ Enterprise Risk Management  Framework สำหรับใช้เป็นแม่แบบในการบริหารความเสี่ยงองค์กรได้แบ่งประเภทของวัตถุประสงค์เป็น 4 ด้าน คือ ด้านกลยุทธ ด้านปฏิบัติการ ด้านการรายงาน ด้านการปฏิบัติตามกฏหมาย
                การระบุความเสี่ยง คือการระบุหรือว่าคาดการณ์เดาเหตุการณ์ที่เป็นเชิงลบซึ่งจะทำให้องค์กรเสียคุณค่าหรือขัดขวางทำให้องค์กรทำงานไม่บรรลุผล สาเหตุไม่ว่าจะเป็นภายในองค์กรควรควบคุมได้ เช่น วัฒนธรรมโครงสร้างองค์กร บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ และสถานที่ภายนอก เช่น เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม สามารถแก้ปัญหาได้ถ้ารู้วิธีดำเนินการ เรียกว่าสร้างแบบแผนหรือสร้างแนวกำหนด

ที่มา : นายเผชิญ อุปนันท์

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)

Monday, 17 December 2018 by amt admin

ความเสี่ยง (Risk) 
ความเสี่ยง คือ โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาด ความเสียหาย การรั่วไหล ความสูญเปล่า หรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคตและมีผลกระทบหรือทำให้การดำเนินงานไม่ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร ทั้งในด้านยุทธศาสตร์ การปฏิบัติงาน การเงินและการบริหาร

การบริหารความเสี่ยง คือ กระบวนการดำเนินงานขององค์กรที่เป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้องค์กรลดมูลเหตุของแต่ละโอกาสที่จะเกิดความเสียหาย ให้ระดับของความเสียหายและขนาดของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ ประเมินได้ ควบคุมได้ และตรวจสอบได้อย่างมีระบบ โดยคำนึงถึงการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายขององค์กรเป็นสำคัญ

ความเสี่ยงจำแนกได้เป็น 4 ลักษณะ ดังนี้

1) ความเสี่ยงทางด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk : SR)
2) ความเสี่ยงทางด้านการเงิน (Financial Risk : FR)
3) ความเสี่ยงทางด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk : OR)
4) ความเสี่ยงทางด้านกฎหมาย และข้อกำหนดผูกพันองค์กร (Compliance Risk : CR)

 

 

 

ปัจจัยความเสี่ยง (Risk Factor)
ปัจจัยความเสี่ยง หมายถึง ต้นเหตุ หรือสาเหตุที่มาของความเสี่ยง ที่จะทำให้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยต้องระบุได้ด้วยว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดที่ไหน เมื่อใดและจะเกิดขึ้นได้อย่างไรและทำไม ทั้งนี้สาเหตุของความเสี่ยงที่ระบุควรเป็นสาเหตุที่แท้จริง เพื่อจะได้วิเคราะห์และกำหนดมาตรการความเสี่ยง ในภายหลังได้อย่างถูกต้อง

ปัจจัยความเสี่ยงพิจารณาได้จาก

1) ปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย ฯลฯ
2) ปัจจัยภายใน เช่น กฎระเบียบ ข้อบังคับภายในองค์กร ประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ ระบบการทำงาน ฯลฯ

 

 

 

การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)
การประเมินความเสี่ยง หมายถึง กระบวนการระบุความเสี่ยง การวิเคราะห์ความเสี่ยงและจัดลำดับความเสี่ยง โดยการประเมินจากโอกาสที่จะเกิด (Likelihood) และผลกระทบ (Impact)

1) โอกาสที่จะเกิด (Likelihood) หมายถึง ความถี่หรือโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ ความเสี่ยง
2) ผลกระทบ (Impact) หมายถึง ขนาดความรุนแรงของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากเกิด เหตุการณ์ความเสี่ยง
3) ระดับของความเสี่ยง (Degree of Risk) หมายถึง สถานะของความเสี่ยงที่ได้จากประเมินโอกาสและผลกระทบของแต่ละปัจจัยเสี่ยงแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ สูงมาก สูง ปานกลาง น้อย และน้อยมาก

 

 

การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
การบริหารความเสี่ยง หมายถึง กระบวนการที่ใช้ในการบริหารจัดการให้โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงลดลงหรือผลกระทบของความเสียหายจากเหตุการณ์ความเสี่ยงลดลงอยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ ซึ่งการจัดการความเสี่ยงมีหลายวิธีดังนี้

1) การยอมรับความเสี่ยง (Risk Acceptance) เป็นการยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เนื่องจากไม่คุ้มค่า ในการจัดการควบคุมหรือป้องกันความเสี่ยง
2) การลด/การควบคุมความเสี่ยง (Risk Reduction) เป็นการปรับปรุงระบบการทำงานหรือการออกแบบวิธีการทำงานใหม่เพื่อลดโอกาสที่จะเกิด หรือลดผลกระทบให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้
3) การกระจายความเสี่ยง หรือการโอนความเสี่ยง (Risk Sharing) เป็นการกระจายหรือถ่ายโอนความเสี่ยงให้ผู้อื่นช่วยแบ่งความรับผิดชอบไป
4) เลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance) เป็นการจัดการความเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงมากและหน่วยงานไม่อาจยอมรับได้ จึงต้องตัดสินใจยกเลิกโครงการ/กิจกรรมนั้น

 

 

การควบคุม (Control)
การควบคุม หมายถึง นโยบาย แนวทาง หรือขั้นตอนปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งกระทำเพื่อลดความเสี่ยง และทำให้การดำเนินบรรลุวัตถุประสงค์ แบ่งได้ 4 ประเภท คือ

1) การควบคุมเพื่อการป้องกัน (Preventive Control) เป็นวิธีการควบคุมที่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง และข้อผิดพลาดตั้งแต่แรก
2) การควบคุมเพื่อให้ตรวจพบ (Detective Control) เป็นวิธีการควบคุมที่กำหนดขึ้นเพื่อค้นพบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว
3) การควบคุมโดยการชี้แนะ (Directive Control) เป็นวิธีการควบคุมที่ส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เกิดความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
4) การควบคุมเพื่อการแก้ไข (Corrective Control) เป็นวิธีการควบคุมที่กำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องหรือเพื่อหาวิธีการแก้ไขไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคต

 

 

 

 

 

 

ที่มา : http://www.thai-sciencemuseum.com

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

การตรวจสอบภายในมีอะไรมากกว่าที่คิด

Sunday, 09 December 2018 by amt admin

การตรวจสอบภายใน

โดยปกติ รายงานเป็นเครื่องมือในการควบคุมและแจ้งผลการปฏิบัติงานอย่างหนึ่ง แต่ทำอย่างไรผู้บริหารจึงจะมั่นใจได้ว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานในกำกับดูแลปฏิบัติการตามกฎเกณฑ์และนโยบายที่วางไว้อย่างจริงจังและสม่ำเสมอ

คงต้องมี “ผู้ช่วย” ที่มีความสามารถในการตรวจสอบและสอบทานการปฏิบัติงานว่า กำลังดำเนินไปตามแผนงานที่วางไว้หรือไม่ สามารถตรวจสอบว่ากฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับได้รับการปฏิบัติตามหรือไม่ เพื่อให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมทั้งสามารถตรวจสอบงานอื่น ๆ ที่ผู้บริหารให้ความสนใจเป็นพิเศษ “ผู้ช่วย” คนนั้น คือ “ผู้ตรวจสอบภายใน” นั่นเอง

การตรวจสอบภายใน หมายถึง กิจกรรมการให้หลักประกันอย่างเที่ยงธรรม และการให้คำปรึกษาอย่างเป็นอิสระ ซึ่งจัดให้มีขึ้นเพื่อเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการปฏิบัติงานขององค์กรให้ดีขึ้น การตรวจสอบภายในช่วยให้องค์กรบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยการประเมินและปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการบริหารความเสี่ยง การควบคุมและการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบ (ที่มา : The Institute of Internal Auditors : IIA)

การตรวจสอบภายในจำแนกเป็นประเภทใหญ่ ได้แก่

  1. การตรวจสอบทางการเงิน (Financial Auditing) เป็นการตรวจสอบความถูกต้องและเชื่อถือได้ของข้อมูลและตัวเลขต่าง ๆ ทาง การเงิน การบัญชี และรายงานทางการเงิน โดยครอบคลุมถึงการดูแลป้องกันทรัพย์สิน และประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของระบบงานต่าง ๆ ว่ามีเพียงพอที่จะมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่บันทึกในบัญชี รายงาน ทะเบียน และเอกสารต่าง ๆ ถูกต้อง และสามารถสอบทานได้ หรือเพียงพอ ที่จะป้องกันการรั่วไหล สูญหายของทรัพย์สินต่าง ๆ ได้
  2. การตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance Auditing) เป็นการตรวจสอบการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามนโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
  3. การตรวจสอบการดำเนินงาน (Performance Auditing) เป็นการตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผนงาน งาน และโครงการต่าง ๆ ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย หรือมาตรฐานที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุ้มค่า โดยมีผลผลิตและผลลัพธ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ซึ่งวัดจากตัวชี้วัดที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความเพียงพอและความมีประสิทธิภาพของกิจกรรมการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในของส่วนราชการ
  4. การตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Auditing) เป็นการพิสูจน์ความถูกต้องและเชื่อถือได้ของระบบงาน และข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ รวมทั้งระบบการเข้าถึงข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
  5. การตรวจสอบการบริหาร (Management Auditing) เป็นการตรวจสอบการบริหารงานด้านต่าง ๆ ของส่วนราชการ ว่ามีระบบการ บริหารจัดการเกี่ยวกับการวางแผน การควบคุม การประเมินผล การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณ การบริหารการเงิน การบริหารพัสดุและ ทรัพย์สิน รวมทั้งการบริหารงานด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามหลักการบริหารงานและหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Governance) ในเรื่องความเชื่อถือได้ ความรับผิดชอบ ความเป็นธรรม และความโปร่งใส
  6. การตรวจสอบพิเศษ (Special Auditing) เป็นการตรวจสอบในกรณีที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหาร หรือกรณีมีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต ผิดกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริตหรือประพฤติมิชอบเกิดขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นประกอบการพิจารณาดำเนินการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อไป

ความสำคัญของการตรวจสอบภายใน

การตรวจสอบภายในมีความสำคัญอย่างมากในการเป็นเครื่องมือทางการบริหาร และส่งเสริมการปฏิบัติงานในองค์กรให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการให้บริการเป็นหลักประกันความเชื่อมั่นจากการประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความคุ้มค่าของกระบวนการปฏิบัติงาน การให้คำปรึกษา และนำเสนอรายงาน เพื่อก่อให้เกิดกิจกรรมการเพิ่มมูลค่าและความสำเร็จแก่องค์กร ได้แก่

  1. ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการกำกับดูแลที่ดี (Good Governance) และความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน (Transparency)
  2. ส่งเสริมให้เกิดการบันทึกบัญชีและรายงานตามหน้าที่ ความรับผิดชอบ (Accountability and Responsibility)
  3. ส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงาน (Efficiency and Effectiveness of Performance)
  4. เป็นมาตรการถ่วงดุลแห่งอำนาจ (Check and Balance) ส่งเสริมให้การจัดสรรการใช้ทรัพยากรขององค์กรเป็นไปอย่างเหมาะสมตามลำดับความสำคัญ เพื่อให้ได้ผลงานที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร
  5. ให้สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า (Warning Signals) ของการประพฤติไม่ชอบหรือการทุจริตในองค์กร ลดโอกาสความร้ายแรงและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสของความสำเร็จของงาน

ที่มา : เอกสารเผยแพร่และแนะนำ โดยกลุ่มมาตรฐานด้านการตรวจสอบภายใน กรมบัญชีกลาง

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

เงินปันผล

Sunday, 09 December 2018 by amt admin

การจ่ายเงินปันผล

Q&A สภาวิชาชีพบัญชี

การจ่ายเงินปันผล :

กรณีการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ

บริษัทฯ มีผลขาดทุนสะสมยกมาต้นปี 58      เป็นจำนวนเงิน    100 บาท

ปี 58 มีผลกำไรสุทธิหลังภาษี                  เป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท

สิ้นปี 58 บริษัท มีผลกำไรสะสมยกไป         เป็นจำนวนเงิน    900 บาท

          กรณีดังกล่าว จะสามารถจ่ายเงินปันผลได้สูงสุดเท่าใด และการกันเงินกำไรสะสม สำรองตามกฎหมายไม่น้อยกว่า 5% จากยอดกำไรสุทธิ ปี 58 หรือ จากยอดกำไรสะสม ณ วันสิ้นปี58 (เนื่องจากผลประกอบการสะสมที่ผ่านมาเป็นขาดทุนสะสม)

          กรณีที่กันเงินสำรองตามกฎหมายจากกำไรสุทธิในปีที่จ่ายเงินปันผล ไว้ไม่น้อยกว่า 5% สะสมไว้ จนเงินสำรองตามกฎหมายถึง 10% ของทุนจดทะเบียน หรือของทุนรับชำระแล้ว

(คำถามประจำเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2559)

ตามที่ท่านถามมาน่าจะเป็นการจ่ายปันผลของบริษัทจำกัดใช่หรือไม่

ถ้าใช่ ให้เป็นไปตามมาตรา  1200-1205 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

โดยตามมาตรา 1201 ห้ามมิให้ประกาศอนุญาตเงินปันผล นอกจากโดยมติของที่ประชุมใหญ่ กรรมการอาจจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้น ได้เป็นครั้งเป็นคราว
ในเมื่อปรากฏแก่กรรมการว่าบริษัทมีกำไรสมควรพอที่จะทำเช่นนั้น

ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร ถ้าหากบริษัทขาดทุน ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจนกว่าจะได้แก้ไขให้หายขาดทุนเช่นนั้น

มาตรา 1202 ทุกคราวที่แจกเงินปันผล บริษัทต้องจัดสรรเงินไว้เป็นทุน สำรองอย่างน้อยหนึ่งในยี่สิบส่วนของจำนวนผลกำไร ซึ่งบริษัททำมาหาได้จาก กิจการของบริษัท จนกว่าทุนสำรองนั้นจะมีจำนวนถึงหนึ่งในสิบของจำนวนทุน ของบริษัทหรือมากกว่านั้น แล้วแต่จะได้
ตกลงกำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัท (ที่มา : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

          ดังนั้น จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในมาตราดังกล่าว ให้จ่ายเงินปันผลได้เฉพาะส่วนของกำไรเท่านั้น คือ 900 บาท เนื่องจากห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจนกว่าจะได้แก้ไขให้หายขาดทุน และการกันสำรองให้กันจากเฉพาะส่วนของกำไรที่ทำมาหาได้สุทธิจากขาดทุนสะสม คือไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของเงิน 900 บาท ที่จะประกาศจ่ายปันผล (กันมากกว่าได้)และเพดานของสำรองตามกฎหมายคำนวณจากทุนของบริษัท ซึ่งทุนของบริษัทตามประมวลฯที่เป็นที่เข้าใจกันคือทุนที่ไปจดทะเบียนกับนายทะเบียน เพราะเรื่องของการเรียกชำระเป็นเรื่องของบริษัทแต่ละบริษัท

 ทั้งนี้ขอให้ท่านปรึกษาผู้สอบบัญชีของบริษัทอีกครั้งเนื่องจากได้รับข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนกว่า และผู้สอบบัญชีเป็นผู้ที่เข้าใจในธุรกิจของท่าน

ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

การเตรียมความพร้อมด้าน Internal Audit กับ AEC

Friday, 30 November 2018 by amt admin

 

การเตรียมความพร้อมด้าน Internal audit กับ AEC
1. Business Insight : ผู้ตรวจสอบภายในต้องเข้าใจธุรกิจเป็นอย่างดี นา Risk & Control มาสร้างความแข็งแร่งให้แก่ธุรกิจ
2. แผนการตรวจสอบภายในจัดทาตามแนวความเสี่ยง และต้อง Dynamic :สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตาม Business และความคิดหวังของ Audit Committee, Board, ผู้บริหาร และผู้มีส่วนได้เสีย
3. ยกระดับการปฏิบัติงานตรวจสอบภายในตามมาตรฐานสากล :โดยจัดให้มีการประเมินคุณภาพงานตรวจสอบภายใน (Quality Assessment Review : QAR) ทุก 5 ปี เพื่อนามาพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง และให้ทัดเทียม ASEAN
(ธ.ค.53 สานักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้กาหนดเป็นแนวปฏิบัติที่ดีสาหรับบริษัทจดทะเบียน ให้มีการประเมินคุณภาพงานตรวจสอบภายในโดยผู้ประเมินอิสระจากภายนอกอย่างน้อยทุก ๆ 5 ปี)
4. ผู้ตรวจสอบภายในต้องพัฒนา Skill ทั้ง Technical skill และ Soft skill : ให้สอดรับกับ Focus area ที่เปลี่ยนแปลง เช่น ทักษะด้าน IT, BCP, GRC และ Sustainability ใช้ Audit tools เป็นเครื่องมือในการทา Continuous auditing และควรได้รับประกาศนียบัตรเฉพาะด้าน เช่น CIA หรือ CISA
5. ผู้ตรวจสอบภายใน ต้องเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อสามารถแข่งขันกับผู้ตรวจสอบภายในอื่นใน ASEAN และสร้างโอกาสในการปฏิบัติงานตรวจสอบกับกิจการในประเทศกลุ่ม ASEAN เนื่องจาก AEC มีมาตรฐานแจ้งว่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง
6. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : ผู้ตรวจสอบภายในจะต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ ในการตรวจสอบ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานฯ
7. วัฒนธรรมองค์กร : เมื่อเข้าสู่ AEC แล้ว ผู้ตรวจสอบภายในอาจต้องมีการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศ ส่งผลให้ผู้ตรวจสอบภายในจะต้องมีความเข้าใจในวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละแห่งด้วย เพื่อให้การติดต่อประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
8. การปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง : ผู้ตรวจสอบภายใจจะต้องรอบรู้ข่าวสารและทันโลก ทาความเข้าใจปัจจัย/สภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วทั้งจากภายในและภายนอก เพื่อสามารถตรวจสอบให้ตรงประเด็นสามารถเป็นหน่วยงานสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ และเพิ่มมูลค่าให้แก่องค์กร รวมทั้งสามารถให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้บริหารในบทบาทด้านงานให้คาปรึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET GROUP) และ จุลสารตรวจสอบภายในของกรมบัญชีกลาง

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

ตรวจสุขภาพทางการเงินง่ายๆ ด้วยตนเอง

Friday, 30 November 2018 by amt admin

 

ตรวจสุขภาพทางการเงินง่ายๆ ด้วยตนเอง

มีหลายคนคงที่มีความรู้สึกไม่พอใจกับการจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของตัวเองเท่าไรนัก บางคนทำตามที่วางแผนไว้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ในขณะที่บางคนทำตามที่วางแผนไว้ไม่ได้เลย หรือแม้กระทั่งบางคนก็ไม่ได้วางแผนอะไรไว้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่งทางการเงิน เช่นเดียวกับร่างกายสมส่วนและแข็งแรง เราจึงควรตรวจสุขภาพทางการเงินของเราอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสที่ดี เราขอนำเสนอ 4 ขั้นตอนต่อไปนี้ให้ทุกท่านทดลองนำไปใช้กัน

  1. ตรวจเช็กสถานะทางการเงินของตัวเอง

ให้เริ่มจัดทำงบการเงินของตนเอง โดยพิจารณาว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เรามีทรัพย์สินอะไรบ้าง มีสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกี่เล่ม  มีกองทุน (LTF กับ RMF) ที่ซื้อไว้กี่ตัว รวมกันแล้วเป็นจำนวนเท่าไร จากนั้นก็มารวบรวมจำนวนหนี้สินที่มี เช่น การผ่อนชำระค่าบ้าน ผ่อนชำระค่าคอนโด หรือ ผ่อนชำระค่างวดรถยนต์ เป็นต้น บางคนอาจมีหนี้สินเยอะ ในขณะที่มีทรัพย์สินจำนวนน้อยก็ไม่เป็นไร หรืออาจจะมีหนี้ที่ไม่ดีเริ่มแสดงอาการให้ได้รู้ ให้ได้เห็น เราก็จะได้รีบจัดการให้เหลือแต่หนี้ที่ดี ซึ่งโดยปกติสัดส่วนหนี้ไม่ควรมีเกินร้อยละ 50 ของทรัพย์สินรวมทั้งหมด ขอเพียงให้เราสามารถรู้เกี่ยวกับสถานะการเงินของตัวเองตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องที่ดี เป็นการช่วยตรวจสอบตัวเอง ทำให้เราบริหารได้ถูกว่าจะทำอย่างไรให้ทรัพย์สินมีจำนวนเพิ่มขึ้น หรือ จะทำอย่างไรให้หนี้สินลดลง  และยังสามารถแจกแจงรายละเอียดต่างๆ ของทรัพย์สินให้แก่สมาชิกในครอบครัวได้ด้วยหากตัวเราเป็นอะไรไปแบบกะทันหัน

  1. จัดทำแผนการใช้เงิน

คนส่วนใหญ่มักบอกว่าชีวิตต้องใช้ให้มันสมดุล อย่าขี้เหนียวจนเกินไปหรืออย่าประหยัดจนตัวเองต้องเดือนร้อน แต่ถ้าหากเราไม่มีการวางแผนทางการเงินแล้วมีเหตุต้องใช้เงินขึ้นมา ยกตัวอย่าง เช่น วันหนึ่งเกิดอยากเพิ่มพูนความรู้ด้วยการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท หรือ อยากหาประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับชีวิตของตัวเองด้วยการท่องโลกต่างแดน ก็อาจจะเกิดความหนักใจขึ้นมาได้ ดังนั้น  เราควรวางแผนและช่วงเวลาทำกิจกรรมพิเศษเหล่านี้ตั้งแต่ต้นปี
โดยค้นหาข้อมูลและตัวเลขค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้พร้อม เพื่อตรวจดูทรัพย์สินที่มีว่ารองรับกับตัวเลขค่าใช้จ่ายเหล่านั้นได้อย่างเพียงพอหรือไม่  ถ้าไม่พอก็ต้องวางแผนหารายได้เพิ่มหรือวางแผนการจัดการให้รัดกุมขึ้น

 

  1. คิดวางแผนทางภาษีตั้งแต่ต้นปี

โดยปกติ ท่านที่เป็นมนุษย์เงินเดือน มักจะคาดเดาตัวเลขของรายได้ตัวเองตลอดทั้งปีได้ค่อนข้างแม่นยำ  ดังนั้น ใครที่มีตัวเลขรายได้เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงควรเตรียมตัวไว้ให้พร้อม เริ่มตั้งแต่เช็กค่าลดหย่อนส่วนตัวเอาไว้ ถ้ามีความจำเป็นที่ต้องซื้ออะไรก็ตามเพื่อลดหย่อนเพิ่มอย่างเช่น LTF หรือ RMF เป็นต้น ก็อาจใช้วิธีทยอยซื้อทุกเดือนด้วยการตัดบัญชีอัตโนมัติเพื่อเฉลี่ยความเสี่ยงออกไปและไม่เป็นภาระการเงินแก่ตัวเองในช่วงปลายปี รวมถึงการวางแผนซื้อประกันชีวิตสำหรับลดหย่อนภาษีด้วย อีกเรื่องคือการจัดเก็บเอกสารหลักฐานของภาษีต่างๆ ให้เป็นระบบ สำหรับผู้ที่มีรายได้มากกว่าหนึ่งแหล่ง คือ มีทั้งรายได้ประจำจากการเป็นพนักงานประจำและรายได้เสริมจากการประอบอาชีพรับจ้างอิสระ จะต้องบันทึกให้ดีว่าในช่วงเวลาหนึ่งปีมีการรับจ้างทำงานที่ไหนบ้าง โดนหักภาษีไปจำนวนเท่าไร และได้รับเอกสารหนังสือภาษีหัก ณ ที่จ่ายครบถ้วนแล้วหรือไม่  เพื่อไม่ให้เกิดการตกหล่นในช่วงปลายปี

  1. ตรวจข้อมูลบัตรเครดิต

สำหรับคนที่มีหนี้สินหรือกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย หรือ การท่องเที่ยว และอื่นๆ นั้นควรจะไปตรวจสอบข้อมูลไว้บ้าง เพราะระบบข้อมูลมันอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะข้อมูลที่บอกว่าเราผิดนัดชำระ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางการเงินของเราในอนาคตได้ ดังนั้น หากพบเมื่อไรก็ควรเอาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเคลียร์กับธนาคารให้เรียบร้อยโดยเร็ว หรือ ในบางคนอาจบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นหนี้ แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลอาจจะพบว่ามีหนี้อยู่ในระบบก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น ควรจะตรวจเช็กให้ดี ซึ่งวิธีการขอตรวจสอบข้อมูลของตัวเองนั้นก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่นำบัตรประชาชนไปขอตรวจเช็กกับธนาคารที่ใช้บริการอยู่เท่านั้นเอง

เพื่อให้ทุกคนดำเนินชีวิตบนความไม่ประมาท เราจึงควรตรวจสุขภาพทางการเงินของตนเองอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 – 2 ครั้ง  หากมีอะไรผิดปกติ หรือ ส่งสัญญาณแปลก เราจะได้หาวิธีแก้ไขได้อย่างทันเวลา

 

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : www.themomentum.co.th และ www.stock2morrow.com

 

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

มาตรฐานการบัญชีสำหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน

Wednesday, 28 November 2018 by amt admin

มาตรฐานการบัญชีสำหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน

Q&A สภาวิชาชีพบัญชี

การบัญชีสำหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน :

บริษัทออกใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นทุน (Warrant) โดยมีราคาตามมูลค่า (Par Value) เท่ากับ 1.0 บาท/หน่วย ต่อมาใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นทุน (Warrant) มีการปรับลดสิทธิตามเงื่อนไข เหลือ 0.98 บาท/หน่วย และในเดือนธันวาคม ผู้ถือหุ้นจ่ายชำระใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นทุน (Warrant) ตามราคาที่ปรับลดคือ 0.98 บาท/หน่วย

เมื่อรับชำระทุนเรียบร้อยแล้วได้นำไปจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ยินยอมให้จดทะเบียนในราคา 0.98 บาท ดังนั้น จึงทำให้กรรมการต้องนำเงินส่วนตัวชำระเพิ่มเข้าไป เพื่อให้การรับชำระทุนจดทะเบียนเท่ากับราคาตามมูลค่า (Par Value) และเพื่อให้ธนาคารออกหนังสือรับรองเท่ากับราคาตามมูลค่า (Par Value) ด้วย

การบันทึกบัญชีถ้าจะบันทึกบัญชี โดย

Dr. เงินฝาก                                1.00 ( รับชำระจากนักลงทุน 0.98 + เงินกรรมการ 0.02)

     ส่วนต่ำจากการจำหน่ายหุ้นสามัญ 0.02

        Cr. หุ้นสามัญ                                                          1.00

              เจ้าหนี้เงินกรรมการ                                              0.02

การบันทึกบัญชีแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ และจะขัดกับข้อกำหนดต่างๆ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกหนังสือรับรองว่าจดทะเบียน เท่ากับ 1.0 บาท หรือไม่

(คำถามเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560)

ในกรณีของบริษัทจำกัดจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1105 ซึ่งกล่าวว่า

“อันหุ้นนั้น ท่านห้ามมิให้ออกโดยต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้”

ดังน้ัน ขอให้ท่านตรวจสอบอีกครั้ง ว่ารายการที่เกี่ยวกับส่วนของผู้ถือหุ้นดังกล่าวสามารถกระทำได้หรือไม่ โดยสอบถามฝ่ายกฎหมาย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หากไม่สามารถกระทำได้
ต้องถือว่าบริษัทได้รับชำระเงินตามมูลค่าหุ้น (Par Value) (หรืออาจสูงกว่าตามแต่ที่จะตกลงกัน)และรับรู้เงินส่วนนั้นในส่วนของเจ้าของ ตามปกติ (หรือหากสามารถกระทำได้ตามกฎหมายอื่น เช่นกรณี บริษัทจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน ขอให้ท่านปฏิบัติตามกฎหมายอื่นและบันทึกรายการทางบัญชีตามเนื้อหาสาระของรายการ)

สำหรับเงินส่วนที่ออกแทนกันโดยผู้ถือหุ้น (0.02 บาท) ถือเป็นส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท เนื่องจากบริษัทต้องได้รับเงินเต็มมูลค่าหุ้นตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น บริษัทจึงไม่มีภาระในส่วนดังกล่าวและผู้ถือหุ้นแต่ละรายมีหน้าที่ต้องไปจ่ายชำระกันเอง

ทั้งนี้ ขอให้ท่านปรึกษาผู้สอบบัญชี รวมถึงสอบถามไปยังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง เนื่องจากเป็นผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับกิจการของท่านมากกว่าเพื่อให้กิจการสามารถปฏิบัติได้ทั้งตามกฎหมายและหลักการบัญชีที่ถูกต้อง

ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

มาตรฐานการบัญชีเรื่องการรับรู้รายได้

Friday, 23 November 2018 by amt admin

Q&A สภาวิชาชีพบัญชี

รายได้ : มาตรฐานการบัญชีเกี่ยวกับการรับรู้รายได้

กิจการดำเนินธุรกิจให้โฆษณาในระบบดิจิตอลมีเดีย (LED) ซึ่งกิจการได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนโฆษณา (Barter) กับลูกค้าของกิจการ แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

  1. ตกลงทำสัญญาแลกเปลี่ยนการให้บริการโฆษณา (LED) กับ Content ข่าวสารต่างๆ หรือสาระบันเทิงอื่นๆ กับกิจการแห่งหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์ในการแลกเปลี่ยน เพื่อสร้างสีสัน และการดึงดูความสนใจให้ลูกค้าหันมาใช้บริการโฆษณา โดยมิได้วัดมูลค่ายุติธรรมของ Content ข่าวไว้ เนื่องจากไม่สามารถวัดมูลค่าได้
  2. ตกลงทำสัญญาแลกเปลี่ยนการให้บริการโฆษณา (LED) กับบัตรชมการแสดงที่โรงละคร และตั๋วหนังภาพยนตร์กับกิจการแห่งหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำบัตรชมการแสดง และตั๋วหนังไปจัดโปรโมชั่นสมนาคุณลูกค้ารายอื่น โดยวัตถุมูลค่าของบัตรเทียบเคียงกับราคาตลาด

จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นกิจการจะต้องรับรู้รายได้ทางบัญชีหรือไม่ และจะต้องปฏิบัติอย่างไร รวมถึงนำเสนอข้อมูลในงบการเงินอย่างไร จึงจะถูกต้องตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน (กิจการเลือกใช้มาตรฐานชุดใหญ่ หรือมาตรฐานสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ)

(คำถามเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2561)

 

ในกรณีที่กิจการใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน(สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) กิจการต้องอ้างอิงการรับรู้รายได้สำหรับรายการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับบริการโฆษณา ตามการตีความมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 31 เรื่อง รายได้-รายการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับบริการโฆษณา ในย่อหน้าที่ 3 และ 5 ดังนี้

3. ผู้ขายที่ให้บริการโฆษณาเป็นการค้าปกติ จะรับรู้รายได้จากรายการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับโฆษณา ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 18 (ปรับปรุง 2560) เรื่อง รายได้ เมื่อบริการที่แลกเปลี่ยนมีความแตกต่างกัน (อ้างอิงย่อหน้าที่ 12 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 18 (ปรับปรุง 2560) เรื่อง รายได้) และจำนวนเงินของรายได้สามารถวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ (อ้างอิงย่อหน้าที่ 20.1 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 18 (ปรับปรุง 2560) เรื่อง รายได้) การตีความมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้จะนำมาใช้ก็ต่อเมื่อมีการแลกเปลี่ยนบริการโฆษณาที่มีลักษณะแตกต่างกัน การแลกเปลี่ยนบริการโฆษณาที่เหมือนกันไม่ถือว่ารายการแลกเปลี่ยนนั้นก่อให้เกิดรายได้ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 18 (ปรับปรุง 2560) เรื่อง รายได้

5. รายได้จากการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการโฆษณาไม่สามารถวัดมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือโดยใช้มูลค่ายุติธรรมของบริการโฆษณาที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ผู้ขายสามารถวัดมูลค่าของรายได้ได้อย่างน่าเชื่อถือโดยใช้มูลค่ายุติธรรมของบริการโฆษณาที่ให้ในรายการแลกเปลี่ยน โดยอ้างอิงกับรายการที่มิได้มีรายการแลกเปลี่ยนซึ่ง
5.1 เป็นการโฆษณาซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการโฆษณาที่มีรายการแลกเปลี่ยน
5.2 เกิดขึ้นบ่อย
5.3 แสดงถึงรายการที่มีจำนวนและยอดเงินที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายการทุกรายการที่ได้ให้บริการโฆษณาที่คล้ายกับการโฆษณาที่ให้ในรายการแลกเปลี่ยน
5.4 เกี่ยวข้องกับเงินสด และ/หรือ รูปแบบอื่นของสิ่งตอบแทน (เช่น หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด สินทรัพย์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน และบริการอื่นๆ) ซึ่งวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ และ
5.5 ไม่เกี่ยวกับกิจการคู่ค้ารายเดียวกับที่มีรายการแลกเปลี่ยน
ดังนั้น กิจการต้องพิจารณาตามย่อหน้าดังกล่าวและรับรู้รายการตามข้อเท็จจริงและเนื้อหาเชิงเศรษฐกิจของรายการ
อนึ่ง ในปี 2562 เป็นต้นไป การตีความมาตรฐานฉบับที่ 31 ดังกล่าวจะถูกยกเลิก และใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 แทน ดังนั้นกิจการต้องรับรู้รายได้จากรายการแลกเปลี่ยนดังกล่าวโดยอ้างอิง มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า
ทั้งนี้ขอให้ท่านศึกษาข้อเท็จจริงและเนื้อหาของรายการและศึกษามาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดทำรายงานทางการเงินเป็นไปอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี

 

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

มาตรฐานบัญชีเรื่องสินทรัพย์

Friday, 23 November 2018 by amt admin


มาตรฐานบัญชีเรื่องสินทรัพย์

Q&A สภาวิชาชีพบัญชี

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ : มาตรฐานบัญชีเกี่ยวกับสินทรัพย์

            เนื่องด้วยบริษัทได้จัดสร้างตึกและรับรู้เป็นสินทรัพย์ 1 ชิ้นคืออาคาร เมื่อใช้มาเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี ได้มีบางส่วนเสียหายต้องทำการซ่อมแซม ซึ่งเป็นจำนวนเงินค่อนข้างสูงประมาณ 4-5 ล้านบาท

            ขอเรียนปรึกษาเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีว่า สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายซ่อมแซมได้หรือไม่ หรือมีแนวทางการบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี

(คำถามเดือนธันวาคม 2560 – มกราคม 2561)

  ในกรณีที่มีรายจ่ายเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง เช่น ค่าซ่อมแซม มีการเขียนไว้ในมาตรฐานการบัญชี โดยท่านต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ย่อหน้าที่ 12-14 หรือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ย่อหน้าที่ 131-133 และท่านต้องพิจารณาเนื้อหาก่อนว่า ค่าซ่อมแซมดังกล่าวควรรับรู้เป็นสินทรัพย์หรือรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขในมาตรฐานการบัญชีดังกล่าวหรือไม่

            ทั้งนี้ขอให้ท่านศึกษาข้อเท็จจริงและเนื้อหาของรายการที่เกิดขึ้นและศึกษามาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวเพื่อให้การจัดทำรายงานทางการเงินเป็นไปอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี


AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7

บริษัท สำนักงาน เอ.เอ็ม.ที โซลูชั่น จำกัด
Mobile :  080-9988393
Office : 02-821-6928
Email : info@amtaudit.com
Line : @amtaudit

Link ที่เกี่ยวข้อง

-   สมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย(สตท.)

-   สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

-   ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

-   สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

บริการรับตรวจสอบบัญชี

Copyright © 2023 www.amtsolution.co.th All rights reserved.

TOP });