รับวางระบบบัญชี,รับวางระบบบริษัท IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์,บริการตรวจสอบทุจริต

  • Home
  • About Us
  • Service
  • Customer
  • Knowledge
  • Contact US
  • Home
  • 2019
May 25, 2026

Year: 2019

การวางระบบบัญชีในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

Thursday, 07 February 2019 by amt admin

การบัญชีขนาดธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

          ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รัฐบาลได้ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีจำนวนมาก และมีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่ง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีบทบาทในธุรกิจของไทย มาตั้งแต่ในอดีตและเป็นที่รู้จักของคนไทยมาตลอด หลังจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจรุนแรงนับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ธุรกิจขนาดใหญ่มาประกอบการโดยแข่งขันกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดย่อม ไม่สามารถดำเนินการทางธุรกิจได้และมีอันล้มเลิกไปจำนวนมาก ต่อมารัฐบาลจึงมาการออกนโยบายและมาตรการกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจหลากหลายมาตรการ โดยมาตรการหนึ่งที่มีผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นคือ การส่งเสริม ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เมื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจัดตั้งส่วนหนึ่งที่สำคัญในการดำเนินงาน คือ ระบบบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่สามารถทำให้ธุรกิจดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีความ
คล่องตัวรวมถึงการควบคุมภายในของธุรกิจเพื่อป้องกันการทุจริต

          เนื่องจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมบางส่วนจะอยู่ในฐานนิติบุคคล ดังนั้นจึงต้องมีการเกี่ยวข้องกับ การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกิจการ ที่สถานะเป็นนิติ บุคคลตามกฎหมาย ยกเว้นกิจการที่ได้รับการส่งเสริม เป็นเจ้าของสถานประกอบการประเภทธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมจึงควรให้ความสำคัญ และความสนใจในเรื่องการเสียภาษี และการบัญชีที่ต้องดำเนินการจัดทำ ให้ถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนด

องค์ประกอบการจัดทำบัญชีในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

1. เอกสารที่บันทึกบัญชี

1.1 แบบฟอร์มเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้องและใช้งานประจำวันของธุรกิจใบสำคัญจ่าย ใบกำกับสินค้า ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น
1.2 สมุดบันทึกบัญชีเบื้องต้น เช่น สมุดเงินสดรับ สมุดเงินสดจ่าย สมุดรายวันซื้อ สมุดรายวันขาย สมุดรายวันทั่วไป เป็นต้น
1.3 บัญชีแยกประเภททั่วไป บัญชีสินทรัพย์ บัญชีหนี้สิน บัญชีทุน บัญชีรายได้และบัญชีค่าใช้จ่าย
1.4 รายงานต่าง ๆ หรืองบการเงินที่เสนอต่อผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ เช่น รายงานยอดขายและค่าใช้จ่าย งบประมาณแต่ละแผนก งบการเงิน ได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบดุล งบกระแสเงินสด

2. ขั้นตอนในการใช้แบบฟอร์ม แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ฝ่ายขายฝ่ายการเงิน
ฝ่ายบัญชี เป็นต้น

3. เครื่องใช้สำนักงานและเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการจัดทำเอกสารและรายงานต่าง ๆ และทันเวลา เครื่องใช้สำนักงานที่ใช้ได้แก่ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องคิดเลข เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องบันทึกการเก็บเงินและ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่นำโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปมาใช้

ระบบบัญชีมีส่วนช่วยทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีการดำเนินงานที่ดี มีความคล่องตัว ลดค่าใช้จ่าย มีการควบคุมภายในที่ดีและป้องกันการทุจริตที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งใช้จ่ายบางรายการก็ถือเป็นค่าใช้จ่าย ได้และบางรายการไม่สามารถนำมาคำนวณได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการตามประมวลรัษฎากรของกรมสรรพกร ที่เจ้าของสถานประกอบการควรตระหนักและศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อการนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป เช่น

ค่ารับรองที่เป็นรายจ่ายได้ : ค่ารับรองที่นำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ แม้จะมีหลักฐานแล้วก็ตามจะต้องไม่เกิน 0.3% ของยอดขายหรือทุนที่ชำระ แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า
รายจ่ายเพื่อการกุศล การศึกษา และการกีฬา : นำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องเป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด
1. รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะไม่เกิน 2/102 ของกำไรสุทธิ
2. รายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา ไม่เกิน 2/102 ของกำไรสุทธิ
กรณีที่มีรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธาณะ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา ไม่เกิน 2/104 ของกำไรสุทธิ

ผลขาดทุน : ผลขาดทุนที่สามารถยกมาเป็นรายจ่ายได้จะต้องเป็นผลขาดทุนสะสมที่ยกมาไม่เกิน 5 ปี
การนำส่งภาษี : ใช้แบบ ภ.ง.ด.50 (นิติบุคคลทั่วไป) , ภ.ง.ด.55 ( มูลนิธิและสมาคม ) นำ ยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสุดท้ายของวันสิ้นสุดรอบระยะบัญชี

ที่มา : www.ckec.ac.th

 

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

การกำกับดูเเลกิจการ (Corporate Governance :CG)

Saturday, 05 January 2019 by amt admin

การกำกับดูแลกิจการ “CG” คืออะไร 

คำว่า “การกำกับดูแลกิจการ” มีชื่อเรียกอื่นที่อาจได้ยินในบริบทต่าง ๆ เช่น ธรรมาภิบาล บรรษัทภิบาล หรือ Corporate Governance หรือ CG ซึ่งอาจพูดรวม ๆ มีความทำนองเดียวกันว่า หมายถึง การบริหารจัดการบริษัทที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
ในกรณีของบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะเห็นความสำคัญของ CG ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นไม่สามารถเข้าร่วมบริหารจัดการบริษัทได้อย่างใกล้ชิด จึงต้องแต่งตั้งบุคคลที่ไว้วางใจให้เป็นกรรมการเพื่อเข้าไปควบคุมดูแลผู้บริหารบริษัทอีกทอดหนึ่ง การที่จะเกิดความมั่นใจและไว้วางใจกันเป็นทอด ๆ เช่นนี้ได้ ก็จะต้องมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี กล่าวคือ กรรมการต้องทำหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัท และผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่ ไม่ใช้ตำแหน่งในการหาประโยชน์หรือฉวยโอกาสจากบริษัท ดูแลผู้บริหารและฝ่ายจัดการให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่ใส่เข้ามาในบริษัท ในขณะเดียวกันก็ต้องให้สิทธิผู้ถือหุ้นรับทราบข้อมูลของบริษัท ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ รวมถึงตรวจสอบการทำงานของกรรมการและผู้บริหาร

​

 graphic_web-16_jpg.jpg
ความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการ
การที่บริษัทมีการกำกับดูแลกิจการย่อมส่งผลดีทั้งกับบริษัท และกับตลาดทุนโดยรวม ดังนี้
ประโยชน์ต่อบริษัท ได้แก่ สามารถระดมทุนได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม  การมีต้นทุนการเงินที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิตทำให้สามารถแข่งขันได้
ประโยชน์ต่อตลาดทุนโดยรวม ได้แก่ สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มความต้องการซื้อ เพิ่มสภาพคล่อง และระดับราคา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการระดมทุนของบริษัท
 
มาตรฐานสากลด้านการกำกับดูแลกิจการ
มาตรฐานสากลด้านการกำกับดูแลกิจการ ซึ่งใช้เป็นบรรทัดฐานในหลายประเทศ คือ OECD Principles of CorporateGovernance  และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยในปี 2549 ได้เสนอหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้แก่บริษัทจดทะเบียน ซึ่งเทียบเคียงกับหลักการกำกับดูแลกิจการของ OECD ซึ่งต่อมาได้มีการปรับปรุงอีกครั้งในปี 2555 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดีของอาเซียน (ASEAN Corporate Governance Scorecard) โดยมีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 หมวด ดังนี้
1.   สิทธิของผู้ถือหุ้น
หลักการ: ผู้ถือหุ้นมีสิทธิในความเป็นเจ้าของโดยควบคุมบริษัทผ่านการแต่งตั้งคณะกรรมการให้ทำหน้าที่แทนตนและมีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของบริษัท บริษัทจึงควรส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นได้ใช้สิทธิของตน
2.   การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน
หลักการ: ผู้ถือหุ้นทุกราย ทั้งผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นที่ไม่เป็นผู้บริหาร รวมทั้งผู้ถือหุ้นต่างชาติ ควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันและเป็นธรรม ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยที่ถูกละเมิดสิทธิควรมีโอกาสได้รับการชดเชย
3.   บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย
หลักการ: ผู้มีส่วนได้เสียควรได้รับการดูแลจากบริษัทตามสิทธิที่มีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการควรพิจารณาให้มีกระบวนการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างบริษัทกับผู้มีส่วนได้เสียในการสร้างความมั่งคั่ง ความมั่นคงทางการเงินและความยั่งยืนของกิจการ
4.   การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส
หลักการ: คณะกรรมการควรดูแลให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทั้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลทางการเงินอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา โปร่งใส ผ่านช่องทางที่เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย มีความเท่าเทียมกันและน่าเชื่อถือ
5.   ความรับผิดชอบของกรรมการ
หลักการ: คณะกรรมการมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจการเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท คณะกรรมการมีความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้นและเป็นอิสระจากฝ่ายจัดการ
การประเมินด้านการกำกับดูแลกิจการ
ตลาดทุนไทยถูกประเมินด้านการกำกับดูแลกิจการโดยหลายหน่วยงานต่างประเทศ เช่น โครงการ CG-Rosc โดย World Bank CG Watch โดย Asian corporate Governance Association ร่วมกับ CLSA  Asia-Pacific Markets  ซึ่งผลการประเมินแสดงให้เห็นว่า ตลาดทุนไทยเป็นผู้นำของภูมิภาคและประสบความสำเร็จอย่างสูงด้านการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากมีการยกระดับมาตรฐานต่าง ๆ ด้วยการแก้ไขกฎหมาย กฎเกณฑ์ และแนวปฏิบัติ รวมถึงการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น
นอกจากนี้ การประเมินการกำกับดูแลกิจการรายบริษัทจดทะเบียนโดยหน่วยงานภายในประเทศ ได้ช่วยทำให้เกิดพัฒนาการของบริษัทจดทะเบียนในการปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการให้เป็นมาตรฐานสากล เช่น โครงการการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน (CGR) โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย โครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมผู้ถือหุ้น โดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เป็นต้น
นอกจากนี้ หลังจากมีการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)  ซึ่งก่อให้เกิดความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงด้านตลาดทุน ก.ล.ต. อาเซียน หรือ ASEAN Capital Market Forum เรียกกันสั้น ๆ ว่า ACMF ได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเชื่อมโยงตลาดทุนอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมกันกำหนดกฎเกณฑ์ระเบียบและมาตรฐานกลางของตลาดทุนในกลุ่มอาเซียน ซึ่งรวมถึงการยกระดับการกำกับดูแลกิจการ (“CG”) ของบริษัทจดทะเบียนในอาเซียนให้ทัดเทียมกับสากลด้วย  ดังนั้น ACMF จึงได้เริ่มดำเนินโครงการประเมินการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียนหรือ ASEAN CG Scorecard บริษัทจดทะเบียน เพื่อให้ผู้ลงทุนต่างประเทศมีข้อมูลเกี่ยวกับ CG ของบริษัทในอาเซียนประกอบการตัดสินใจลงทุน

ที่มา :  http://www.cgthailand.org/TH/principles/CG/Pages/cg-concept.aspx

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

การบริหารจัดการความเสี่ยง (ERM และ COSO)

Saturday, 05 January 2019 by amt admin

การบริหารจัดการความเสี่ยง (ERM และ COSO)

การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management) หมายถึง กระบวนการที่บุคลากรทั่วทั้งองค์กรได้มีส่วนร่วมในการคิด วิเคราะห์ และคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ หรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการระบุแนวทางในการจัดการกับความเสี่ยงดังกล่าว ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือยอมรับได้ เพื่อช่วยให้องค์กรบรรลุในวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ตามกรอบวิสัยทัศน์ และพันธกิจขององค์กร

               กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กรนั้น สามารถสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายการบริหารจัดการ และการกำกับดูแลกิจการของแต่ละองค์กร โดยหากองค์กรมีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์องค์กร ทั้งในเชิงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน
               การบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐาน COSO ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ประการ ซึ่งครอบคลุมแนวทางการกำหนดนโยบายการบริหารงาน การดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยง ดังนี้
  1. สภาพแวดล้อมภายในองค์กร (Internal Environment)                                                                                                  สภาพแวดล้อมขององค์กรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ในการกำหนดกรอบบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น วัฒนธรรมองค์กร นโยบายของผู้บริหาร แนวทางการปฏิบัติงานบุคลากร กระบวนการทำงาน ระบบสารสนเทศ ระเบียบ เป็นต้น  สภาพแวดล้อมภายในองค์กรประกอบเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางของกรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์ก
  2. การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting)                                                                                                                  องค์กรต้องพิจารณากำหนดวัตถุประสงค์ในการบริหารความเสี่ยง ให้มีความสอดคล้องกับกลยุทธ์และ    ความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ เพื่อวางเป้าหมายในการบริหารความเสี่ยงขององค์กรได้อย่างชัดเจน                และเหมาะสม
  3. การบ่งชี้เหตุการณ์ (Event Identification)                                                                                                                      เป็นการรวบรวมเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยงาน ทั้งในส่วนของปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากภายในและภายนอกองค์กร เช่น นโยบายบริหารงาน บุคลากร การปฏิบัติงาน การเงิน ระบบสารสนเทศ ระเบียบ กฎหมาย ระบบบัญชี ภาษีอากร ทั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์และสถานการณ์นั้น เพื่อให้ผู้บริหารสามารถพิจารณากำหนดแนวทางและนโยบายในการจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
  4. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)                                                                                                                     การประเมินความเสี่ยงเป็นการจำแนกและพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงที่มีอยู่ โดยการประเมินจากโอกาสที่จะเกิด (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) โดยสามารถประเมินความเสี่ยงได้ทั้งจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอกและปัจจัยความเสี่ยงภายในองค์กร
  5. การตอบสนองความเสี่ยง (Risk Response)                                                                                                                     เป็นการดำเนินการหลังจากที่องค์กรสามารถบ่งชี้ความเสี่ยงขององค์กร และประเมินความสำคัญของความเสี่ยงแล้ว โดยจะต้องนำความเสี่ยงไปดำเนินการตอบสนองด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อลดความสูญเสียหรือโอกาสที่จะเกิดผลกระทบให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้
  6. กิจกรรมการควบคุม (Control Activities)                                                                                                                         การกำหนดกิจกรรมและการปฏิบัติต่างๆ ที่กระทำเพื่อลดความเสี่ยง และทำให้การดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร เช่น การกำหนดกระบวนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงให้กับบุคลากรภายในองค์กร  เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
  7. สารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication)                                                                                 องค์กรจะต้องมีระบบสารสนเทศและการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปพิจารณาดำเนินการบริหารความเสี่ยงให้เป็นไปตามกรอบ และขั้นตอนการปฏิบัติที่องค์กรกำหนด
  8. การติดตามประเมินผล (Monitoring)                                                                                                                               องค์กรจะต้องมีการติดตามผล  เพื่อให้ทราบถึงผลการดำเนินการว่ามีความเหมาะสมและสามารถจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ที่มา : http://ermthailand.blogspot.com/p/erm-coso.html

 

AMTsolution
วางระบบบัญชี
ที่ปรึกษาบริษัทเตรียมเข้าตลาดฯ
วางระบบบริษัทเตรียม IPO

Read more
  • Published in Knowledge
No Comments

บริษัท สำนักงาน เอ.เอ็ม.ที โซลูชั่น จำกัด
Mobile :  080-9988393
Office : 02-821-6928
Email : info@amtaudit.com
Line : @amtaudit

Link ที่เกี่ยวข้อง

-   สมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย(สตท.)

-   สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

-   ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

-   สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

บริการรับตรวจสอบบัญชี

Copyright © 2023 www.amtsolution.co.th All rights reserved.

TOP });